This is how your name and profile photo will appear on Panoramio if you connect this Google+ account.
You cannot switch to a different account later.
Learn more.
Wat Phrasingh Chiengmaiเป็นวัดที่เคยประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ อยู่กลางเมืองเชียงใหม่
Wat Pra Singh is located in the center of the city at the intersection of Singharaj and Rajdamnern Road. The large jedee was built in 1345 by King Pha Yu to house the remains of his father King Kam Fu. A typical scripture repository is located at this temple as well. These repositories were designed to keep and protect the delicate sa or mullberry paper sheets used by monk and scribes to keep records and write down folklore. The high stucco-covered stone base of the repository protected the delicate scriptures from the rain, floods and pests.
The walls of the chapel are coverer with mural illustrating Lanna customs, dress, and scenes from daily life. The lovely Lai Kam chapel houses the revered Phra Singh Buddha image. Sadly, the head was stolen in 1922, and a reproduction is now seen.
Comments (2)
วัดพระสิงห์ ตั้งอยู่ ถนนสามล้าน อำเภอเมืองเชียงใหม่ วัดนี้เป็นพระอารามหลวงชั้น "วรมหาวิหาร" สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าผายู กษัตริย์ล้านนาอันดับที่ ๕ แห่งราชวงศ์มังรายครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. ๑๘๗๙ - ๑๘๙๘ เพื่อบรรจุอัฐิและพระอังคารของพระเจ้าคำฟู ผู้เป็นพระบิดา เรียกชื่อว่า "วัดลีเชียงพระ" เนื่องจากบริเวณนี้เดิมเป็นตลาด ต่อมาพระเจ้าแสนเมืองมา กษัตริย์ล้านนาอันดับที่ ๗ ครองราชย์ในระหว่าง พ.ศ. ๑๙๒๘ - ๑๙๔๔ โปรดให้อัญเชิญ พระพุทธสิหิงค์มาจากเชียงราย ประชาชนจึงเรียกชื่อวัดพระพุทธสิหิงค์ และเรียกสั้นๆ ว่า วัดพระสิงห์ ตั้งแต่นั้นมา พระพุทธสิหิงส์ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระสิงห์เขตอำเภอเมือง อยู่ตรงปลายสุดของถนนราชดำเนิน ใครผ่านมาตามเส้นทางนี้ก็จะเห็นวิหารที่สวยงามของวัดมาแต่ไกล เป็นมุมมองที่น่าสนใจและเป็นเสน่ห์ทางวัฒนธรรมของถนนสายนี้ ทำให้ผู้พบเห็นเกิดความรู้สึกที่ดีกับวิหารอันเก่าแก่ที่มีกำแพงสีขาวล้อมรอบ เพราะนอกจากจะเป็นวัดสำคัญของเมืองเชียงใหม่แล้ว ก็ยังเป็นเอกลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็นเมืองล้านนาได้เป็นอย่างดี ในรูปกำลังจัดพิธีสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์ในเทศกาลสงกรานต์พระวิหารหลวง เป็นสถาปัตยกรรมล้านนา กว้าง ๒๔ เมตร ยาว ๕๖ เมตร ผนัง-ต้นเสาเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก เครื่องบนไม้สักล้วน หลังคามุงกระเบื้อง มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ มีมุขหน้าและมุขหลัง ด้านหน้ามี ๓ ประตู หน้าต่างด้านละ ๕ ช่อง พระวิหารหลวงเดิมเป็นแบบจตุรมุข ต่อมาให้ปรับปรุงเหลือเพียงมุขหน้าและมุขหลัง พระวิหารหลวงนี้ ครูบาศรีวิชัยและเจ้าแก้วนวรัฐร่วมกับประชาชนสร้างขึ้น พ.ศ. ๒๔๖๗ สิ้นเงิน ๒๐,๐๐๐ รูปีพระมหาเจดีย์ หรือพระธาตุหลวง สูง ๒๕ วา ฐานสี่เหลี่ยมยาวด้านละ ๑๖ วา ๑ ศอก ๖ นิ้ว พระมหาเจดีย์นี้ พระเจ้าผายู โปรดให้สร้างขึ้นใน พ.ศ. ๑๘๘๘ ครูบาศรีวิชัยได้บูรณะปฏิสังขรณ์และเสริมสร้างให้สูงใหญ่ขึ้น ใน พ.ศ. ๒๔๖๙ พระอุโบสถ เป็นสถาปัตยกรรมล้านนา กว้าง ๖ วา ๑๐ นิ้ว ยาว ๑๔ วา ๑ ศอก หลังคา ๓ ชั้น มุงกระเบื้องดินเผา มีช่อฟ้าใบระกา ซุ้มประตูและหน้าบันมีพระพุทธปฏิมาประดิษฐานอยู่ประสาทบุษบก ซึ่งมีลวดลายสวยงามมาก พระพุทธปฏิมาประธานนี้ประดิษฐานอยู่กลางพระอุโบสถตามแบบของลังกา ด้านเหนือเป็นที่ทำสังฆกรรม ของพระภิกษุสงฆ์ ด้านใต้เป็นที่กระทำสังฆกรรมของภิกษุณีสงฆ์ พระอุโบสถนี้จึงมีชื่อว่า "พระอุโบสถสองสงฆ์" พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะ การบูรณะปฏิสังขรณ์ คงมีต่อมาเรื่อยๆ ตามความสำคัญของวัดที่มีมาแต่อดีต และในพุทธศตวรรษที่ ๒๕ คงมีการ ปฏิสงขรณ์ครั้งใหญ่ทั้งวิหารและเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังขึ้นในคราวเดียวกัน หรือในระยะเวลาไม่ห่างกันมาก งานช่างทั้งหมด มีแบบแผนและความคิดในการสร้างงานศิลปะเป็นสกุลช่างเดียวกัน วิหารลายคำเป็นสถาปัตยกรรมล้านนาไทย กว้าง ๘ เมตร ยาว ๓๐ เมตร มีช่อฟ้า ใบระกา หลังคามุงกระเบื้องดินเผา ภายในพระวิหารมีภาพจิตรกรรมงดงามมากด้านเหนือเรื่องสังข์ทอง เป็นฝีมือจิตรกรรมของชาวเชียงใหม่ ด้านใต้เรื่องสุวรรณหงษ์เป็นฝีมือจิตรกรชาวกรุงเทพมหานคร พระวิหารลายคำนี้ พระเจ้าบรมราชาธิบดี โปรดให้ทรงสร้างขึ้นแต่ยังไม่สำเร็จเรียบร้อย เจ้าธรรมลังกาโปรดให้สร้างต่อจนสำเร็จ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ได้บูรณปฏิสังขรณ์ใน พ.ศ. ๒๔๖๙ โครงสร้างสถาปัตยกรรมวิหารลายคำเป็นโครงสร้างเก่าแก่อายุราวพุทธ ศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๓ แต่งานช่างทั้งอาคารที่เห็นในปัจจุบันอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๓ - ๒๔ลวดลายที่เรียกว่า "ลายคำ" หรือลายทองคำ ภายในวิหารสร้างสมัยพระเจ้ากาวิโลรส เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 6 เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธ สิหิงค์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดเชียงใหม่ เป็นวิหารทรงล้าน นาที่สมบูรณ์แบบที่สุด ภาพจิตรกรรมฝาผนังในวิหารลายคำ เป็นเรื่องสังข์ทอง มีลักษณะการเขียนของช่างที่สวยงานประณีตเป็นอันมาก แสดงออกซึ่งความชำนาญของช่างเขียนที่ได้ถ่ายทอดออกมา มีลักษณะการเขียนที่ผสมผสานระหว่างศิลปะพม่าและรัตนโกสินทร์ ผนวกกับลักษณะเฉพาะของปราสาทล้านนา และเรือนกาแล ที่นิยมสร้างกันสมัยนั้นภาพคน คือ ตัวพระ ตัวนาง และภาพตัว กาก (ภาพสามัญชน) มีลักษณะการเขียนที่แสดงถึงลักษณะของคน ล้านนาในยุคนั้น เครื่องแต่งกายต่างๆ ก็บอกความเป็นคนล้านนา โดยจะสังเกตุเห็นว่าเครื่องแต่งกาย ของข้าราชการในวังสมัยรัชกาลที่ ๕ ปรากฏอยู่ในภาพ นอกจากนี้ยังปรากฏลักษณะการแต่งกายของชนเผ่าต่างๆ ที่มีความใกล้ชิดกับชาวล้านนาสมัยนั้นด้วยรูปลักษณ์ของ หน้ากลม ตาสองชั้นเรียวยาว จมูกเรียวเล็ก ปากรูปกระจับ ทรงผมเกล้ามวยของผู้หญิง และทรงผมผู้ชายเป็นกระจุกอยู่กลางศีรษะที่เรียก กันว่า"ทรงมหาดไทย" ทุกอย่างที่กล่าวมาบ่งบอกถึงลักษณะของผู้คนชาวล้านนา ในพุทธศตวรรษที่ ๒๕ ทั้งสิ้น
Wat Pra Singh is located in the center of the city at the intersection of Singharaj and Rajdamnern Road. The large jedee was built in 1345 by King Pha Yu to house the remains of his father King Kam Fu. A typical scripture repository is located at this temple as well. These repositories were designed to keep and protect the delicate sa or mullberry paper sheets used by monk and scribes to keep records and write down folklore. The high stucco-covered stone base of the repository protected the delicate scriptures from the rain, floods and pests.
The walls of the chapel are coverer with mural illustrating Lanna customs, dress, and scenes from daily life. The lovely Lai Kam chapel houses the revered Phra Singh Buddha image. Sadly, the head was stolen in 1922, and a reproduction is now seen.